Home / บทความ / คนไทยขี้เกียจทำอาหาร ‘บริการส่งอาหาร’ โต 35,000 ล้านบาท/ปี

คนไทยขี้เกียจทำอาหาร ‘บริการส่งอาหาร’ โต 35,000 ล้านบาท/ปี

คนไทยขี้เกียจทำอาหาร 'บริการส่งอาหาร' โต 35,000 ล้านบาท/ปี

จากงานวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดลชี้ คนไทยร้อยละ 69 ขี้เกียจทำอาหาร ส่งผลให้บริการส่งอาหาร’ โต 35,000 ล้านบาท/ปี ส่วยพนักงานขนส่งอาหารบางคนมีรายได้สูงถึง 40,000 – 50,000 บาท/เดือน
Lazy Economy หรือ เศรษฐกิจขี้เกียจ เป็นหนึ่งในรูปแบบธุรกิจใหม่ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในโลกยุคนี้ ซึ่งธุรกิจบริการซื้ออาหารให้ หรือ Food Delivery ก็จัดอยู่ในเศรษฐกิจขี้เกียจเช่นเดียวกัน

พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปมีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ธุรกิจ Food Delivery มีบทบาทมากขึ้นในธุรกิจร้านอาหาร ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า ธุรกิจจัดส่งอาหารไปยังแหล่งที่พัก (Food Delivery) ในปี 2562 จะมีมูลค่าอยู่ที่ 33,000–35,000 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณร้อยละ 14 จากปี 2561 นอกจากผู้เล่นเดิมที่มีมากว่า 5 ปีอย่าง Foodpanda แล้ว ธุรกิจใหญ่ๆ และรายใหม่ก็เข้ามาเล่นในตลาดนี้อย่างจริงจังด้วย ทั้ง LINE MAN, Grab food, honestbee

จากการศึกษาโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่าแอปพลิเคชั่นสั่งอาหารอาจมีส่วนช่วยให้มูลค่าของธุรกิจ Food Delivery มีการขยายตัวมากยิ่งขึ้น โดยเป็นผลจากการเปลี่ยนค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคในการเดินทางไปยังร้านอาหารมาเป็นค่าจัดส่งสินค้า

สำหรับธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรีของโลก ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ Statista ปัจจุบันมีอัตราการเติบโตของธุรกิจส่งอาหารในระดับโลก มีมูลค่าสูงถึง 122,739 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3.6 ล้านล้านบาท และเติบโตในอัตราร้อยละ 7.5 

ด้านรายได้ของพนักงานขับรถส่งอาหาร

การสมัครเป็นพนักงานขับรถส่งอาหารในปัจจุบันสะดวกมาก นอกจากสมัครงานกับธุรกิจร้านอาหารโดยตรงเช่น KFC, pizza hut ยังสามารถสมัครงานกับทางบริษัทที่ให้บริการแอปพลิเคชัน Food Delivery ได้เช่นกัน

ขณะที่พนักงานขับรถส่งอาหาร อภิรักษ์ ชลเกษม จากบริษัทหนึ่ง สะท้อนว่า แม้ตัวเองซึ่งเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้วจะต้องมาทำงานบนสภาพอากาศที่ไม่ค่อยดีบนท้องถนนประกอบกับภาวะฝุ่น PM 2.5 แต่งานในปัจจุบันก็ทำให้ตนมีเงินเก็บเยอะกว่างานในอดีต นอกจากนี้ ก็ยังมีอินเซนทีฟหรือโบนัสต่างๆ ที่บริษัทเสนอให้เมื่อทำงานได้ตามเป้าหมาย

รายได้จากค่าส่งเฉลี่ย 50-60 บาทต่อครั้ง รายได้จะขึ้นอยู่กับระยะทาง ช่วงเวลา สภาพจราจร และความต้องการของลูกค้าในช่วงเวลานั้น ๆ โดยเฉลี่ยผู้ขับขี่จะมีรายได้เดือนละ 15,000-25,000 บาท คนส่งอาหารบางคนวันนึงได้เกือบ 30,000- 40,000 ต่อเดือน (มีค่าคอม เก็บโบนัส เก็บได้เยอะ ได้เงินเพิ่มอีก) บางคนทำงานช่วงพีคอย่างเดียว 18.00-21.00 ได้วันละ 300 บาท แต่การง่ายของการเข้ามาในอาชีพนี้ทำให้พนักงานขับรถส่งอาหารมีมากขึ้น รายได้อาจจะไม่ดีเหมือนช่วงแรกๆ

ดูเพิ่มเติม เปรียบเทียบแอปฯ ขับรถส่งอาหาร สมัครที่ไหนดี มีรายได้เท่าไหร่

หากมองไปในต่างประเทศ อย่าง ไต้หวัน นักศึกษาจบใหม่ของที่นั่นแทบจะไม่เลือกทำงานออฟฟิศกันเลยทีเดียว เพราะคนจำนวนหนึ่ง หันมาทำอาชีพขับรถส่งอาหารตามแอพพลิเคชั่น ซึ่งมันมีรายได้ดีกว่ามาก

อู๋ จี้ไก วัย 26 ปีที่เริ่มขับรถส่งอาหารเมื่อปีที่แล้ว บอกว่า “การขับรถส่งอาหารเป็นอาชีพอิสระ เราไม่ต้องทำงานตามนโยบายของบริษัทหรือองค์กรที่เราเข้าไปเป็นพนักงาน แถมยังทำรายได้มากกว่าการเป็นพนักงานบริษัทอีกด้วย” อู๋ เล่าว่า เขาทำงานแทบทุกวันในเดือนกันยายน ส่งอาหารประมาณวันละ 50 เที่ยวกินเวลาในการทำงานเฉลี่ย10 ชั่วโมง ได้ค่าเหนื่อยตลอดทั้งเดือนกันยายนเป็นเงิน 70,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 2,300 ดอลลาร์สหรัฐมากกว่าค่าเหนื่อยของพนักงานบริษัทที่ทำงานเต็มเวลาที่อัตราเฉลี่ย 40,000 ดอลลาร์ไต้หวัน

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/855237

ด้านฝั่งผู้ใช้บริการ ก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เมื่อคำนวณค่าขนส่งรวมถึงค่าอาหารแล้ว การใช้บริหารซื้ออาหารถือว่าคุ้มกว่าการออกไปซื้ออาหารกินเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสั่งอาหารกันหลายคน

พิทยา เอื้อวงศ์อารีย์ ผู้ใช้บริการ กล่าวว่า สิ่งที่บริการฟู้ดเดลิเวอรีตอบโจทย์ความต้องการของตนที่สุด คือการไม่ต้องเสียเวลาออกจากบ้าน ทำให้มีเวลาเหลือไปทำอย่างอื่น

https://voicetv.co.th/read/tLv09fEc_

About admin

ทำงานทางด้านไอที ศึกษาค้นคว้าและสนใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจ

Check Also

8 เทรนด์ธุรกิจมาแรงปี 2020

แม้ว่าจะเพิ่งเริ่มต้นปี 2020 แต่ปีที่ผ่านมา 2019 ก็มีแนวโน้มว่าปีนี้ธุรกิจจะต้องปรับตัวอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม พลังงาน เศรษฐกิจโลก สงครามการค้า หรือ กระทั้งสงครามจริงๆ ปีนี้ 2020 น่าจะเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแนวโน้มธุรกิจการอย่างดุเดือด …