เรื่องของน้ำมันในไทย น้ำมันดิบ Brent และ WTI ต่างกันอย่างไร

131
น้ำมัน

น้ำมันดิบที่สำคัญในตลาดโลก

น้ำมันดิบจะมีชื่อเรียกตามแหล่งผลิต ซึ่งจะช่วยให้ทราบถึงที่มาและคุณภาพ โดยแหล่งน้ำมันดิบที่สำคัญในโลกมีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ น้ำมันดิบดูไบ (Dubai) น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) และน้ำมันดิบดับบลิวทีไอ (WTI) โดยน้ำมันดิบเหล่านี้มีแหล่งผลิตและคุณภาพที่แตกต่างกันไปดังนี้

น้ำมันดิบดูไบ (Dubai Crude)

เป็นน้ำมันดิบจากแหล่งน้ำมันใต้ทะเลทรายในเอเชียตะวันออกกลาง น้ำมันดิบที่ได้จากบริเวณนี้จะมีลักษณะที่เรียกว่า หนักและเปรี้ยว หรือที่เรียกกันว่า Heavy Sour Crude โดยน้ำมันดิบดูไบจะมีค่าความหนาแน่นจ้าเพาะ (API Gravity) ประมาณ 31 ดีกรี และมีปริมาณซัลเฟอร์ประมาณ 2%

น้ำมันดิบ  West Texas Intermediate

ที่เรียกสั้นๆว่า WTI ซึ่งใช้เป็นราคาอ้างอิงของน้ำมันในแถบอเมริกาเหนือและใช้เป็นสินทรัพย์อ้างอิงสำหรับการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าของน้ำมันในตลาด NYMEX เนื่องจาก WTI มาจากแหล่งบนบก ค่าขนส่งจึงแพงกว่า

น้ำมันดิบ WTI เป็นน้ำมันประเภทเบาและหวาน (Light Sweet Crude) โดยมีค่า API อยู่ที่ประมาณ 37 – 42 ดีกรี และมีปริมาณซัลเฟอร์อยู่ที่ประมาณ 0.24%

น้ำมันดิบ Brent

มาจากแหล่งในทะเลเหนือ (North Sea) คือทะเลระหว่างเกาะอังกฤษและกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย เนื่องจาก Brent มาจากแหล่งในทะเล ค่าขนส่งทางเรือจึงถูกกว่า .. ราคา Brent กินสัดส่วน 2 ใน 3 ของการอ้างอิงราคาน้ำมันดิบในโลก .. OPEC ก็อ้างอิงราคาตาม Brent

น้ำมันดิบเบรนท์ ถือว่าเป็นน้ำมันเบาและหวาน (Light Sweet Crude) เนื่องจากมีค่า API อยู่ที่ประมาณ 39 ดีกรี และมีปริมาณซัลเฟอร์อยู่ที่ประมาณ 0.4%

ทั้งนี้ สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้าที่มีการซื้อขายและได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกนั้น ได้แก่ Light Sweet Crude Oil Futures (WTI) ที่ซื้อขายในตลาด NYMEX ของกลุ่ม Chicago Mercantile Exchange (CME Group) ในสหรัฐอเมริกา และ ICE Brent Crude Futures (Brent) ซึ่งซื้อขายที่ตลาด ICE Europe ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยราคาของน้ำมัน WTI และ Brent ที่เผยแพร่ในสื่อต่างๆ นั้น ก็เป็นราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าที่ซื้อขายในสองตลาดนี้

อย่างไรก็ตามในช่วงหลัง ราคาน้ำมัน WTI มีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ลงทุนและผู้ประกอบการส่วนหนึ่งเห็นว่าราคา WTI ไม่ได้สะท้อนราคาน้ำมันอย่างแท้จริง จึงท้าให้ Brent เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น และมีราคาสูงกว่า WTI

ปัจจัยกำหนดราคาน้ำมัน

ราคา Oil Futures ปรับเปลี่ยนขึ้นลงทุกวัน ตามการเปลี่ยนแปลงของความต้องการใช้น้ำมันดิบและปริมาณน้ำมันดิบที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนี้

 ความต้องการใช้น้ำมันดิบ (Demand)

– การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ เมื่อเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขยายตัว ความต้องการใช้น้้ามันเชื้อเพลิงจะเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ความต้องการน้ำมันดิบและราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มตาม ในทางตรงกันข้าม ในภาวะเศรษฐกิจหดตัวหรือภาวะถดถอย กิจกรรมที่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจะลดลง ความต้องการน้ำมันดิบก็จะลดลง และท้าให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงตามไปด้วย

 – สภาพภูมิอากาศ ความต้องการน้ำมันดิบอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล เช่น ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งเป็นผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ จะมีความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละประเภทแตกต่างกันไปตามฤดูกาล โดยในฤดูหนาว ความต้องการน้ำมันเพื่อสร้างความอบอุ่นจะสูงขึ้น โดยเฉพาะในปีที่อากาศหนาวเย็นรุนแรงกว่าปกติ ในขณะที่ช่วงฤดูร้อน ความต้องการน้ำมันกลับไม่ได้ลดลง แต่เปลี่ยนเป็นความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อการท่องเที่ยวสัญจรไปในภูมิภาคต่างๆ แทน

อุปสงค์น้ำมันดิบ (Supply) ขึ้นกับปัจจัยดังนี้

 – ปริมาณการผลิตของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้้น้ำมันเพื่อการส่งออก หรือ โอเปก (Organization of Petroleum Exporting Countries: OPEC) ซึ่งมีการรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง ท้าให้สามารถควบคุมการผลิตของกลุ่มให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้ได้ ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกจึงมักจะปรับตามนโยบายที่กลุ่มโอเปกได้วางไว้

 – ปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา และประเทศในทวีปยุโรป โดยประเทศเหล่านี้จะทำการเก็บสำรองน้ำมันไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศ โดยหากตัวเลขน้ำมันสำรองมีสูง ผู้ใช้น้้ามันและผู้ลงทุนก็จะไม่กังวลว่าปริมาณน้ำมันอาจจะตึงตัว ส่งผลให้ราคาน้้ามันมีแนวโน้มลดลงได้

 นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นที่มีผลต่อราคาน้ำมันดิบอีก ได้แก่ การสร้างแหล่งพลังงานทดแทนเพื่อ ลดความต้องการใช้งานน้ำมันดิบ ภาวะสงครามหรือความไม่สงบในประเทศผู้ผลิตน้ำมันซึ่งส่งผลต่อ ความต่อเนื่องในการผลิตน้ำมันดิบของประเทศนั้นๆ และระดับอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบ เช่น ประเทศไทยที่นำเข้าน้ำมันดิบในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ หากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ก็จะทำให้ราคาน้ำมันดิบในรูปเงินบาทสูงขึ้น เป็นต้น

การใช้น้ำมันในประเทศ

กรมธุรกิจพลังงาน เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยต่อวันเดือน ม.ค. 65 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 20.9% โดยมาจากการนำเข้ากว่า 1 ล้านบาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนในช่วงเดียวกัน 9.9%

การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินเดือนมกราคม 2565 เฉลี่ยอยู่ที่ 30.54 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 11.8) โดยปริมาณการใช้กลุ่มแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 29.91 ล้านลิตร/วัน (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.2) การใช้แก๊สโซฮอล์ 91 แก๊สโซฮอล์ 95 แก๊สโซฮอล์ อี20 และแก๊สโซฮอล์ อี85 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.04 ล้านลิตร/วัน 15.79 ล้านลิตร/วัน 6.13 ล้านลิตร/วัน และ 0.95 ล้านลิตร/วัน 

น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7 การใช้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 62.63 ล้านลิตร/วัน (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 68.9) น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ซึ่งเริ่มจำหน่ายตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2562 ปริมาณการใช้ลดลงมาอยู่ที่ 3.83 ล้านลิตร/วัน และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 มีปริมาณการใช้ 0.23 ล้านลิตร/วัน การใช้ที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นผลจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับมีการใช้น้ำมันดีเซลในการผลิตไฟฟ้า โดยในเดือนมกราคม 2565 อยู่ที่ 6.94 ล้านลิตร/วัน

การนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเดือนมกราคม 2565 เฉลี่ยอยู่ที่ 1,015,944 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 9.9) โดยการนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 926,590 บาร์เรล/วัน (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.6) ในจำนวนนี้พบว่าเป็นการนำเข้าจากรัสเซียร้อยละ 1.2 (ปี 2564 การนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียคิดเป็นร้อยละ 3.3) มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 81,810 ล้านบาท/เดือน (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 77.5) สำหรับการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 89,353 บาร์เรล/วัน คิดเป็นมูลค่าการนำเข้า 7,468 ล้านบาท/เดือน

การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปเดือนมกราคม 2565 เป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน น้ำมันก๊าด และ LPG โดยปริมาณส่งออกลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 150,897 บาร์เรล/วัน (ลดลง  ร้อยละ 0.8) คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 14,575 ล้านบาท/เดือน (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 74.0) มูลค่าการส่งออกที่สูงขึ้นนี้เป็นผลจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในเดือนมกราคม 2565

ประเทศที่ผลิตน้ำมันที่ประเทศไทยนำเข้า

ปี 2564 ประเทศไทยนำเข้ามูลค่าทั้งสิ้น 774,379 ล้านบาท โดยนำเข้าจากประเทศ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 208,115 ล้านบาท คิดเป็น 27%
ซาอุดีอาระเบีย 137345 ล้านบาท คิดเป็น 18%
สหรัฐอเมริกา 53984 ล้านบาท คิดเป็น 7%
แองโกลา 46,915 ล้านบาท คิดเป็น 6%
อินโดนีเซีย 44,597 ล้านบาท คิดเป็น 6%
มาเลเซีย 36,173 ล้านบาท คิดเป็น 5%
ลิเบีย 34,751 ล้านบาท คิดเป็น 4%
ออสเตรเลีย 34,416 ล้านบาท คิดเป็น 4%
กาตาร์ 27,921 ล้านบาท คิดเป็น 4%
รัสเซีย 25,959 ล้านบาท คิดเป็น 3%

ส่วนผสมในน้ำมัน

ส่วนผสมในน้ำมัน

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95(E10)
เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงในกลุ่มของแก๊สโซลีน ที่ถูกผลิตมาให้ใช้แทน เบนซินออกเทน 95
โดยมีส่วนผสมของ น้ำมันเบนซินออกเทน 95 : 90% และเอทานอล 10% ทำให้แก๊สโซฮอล์ที่ออกมามีออกเทนเทียบเท่ากับ เบนซิน 95 

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91(E10)
เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของ น้ำมันเบนซินออกเทน 91: 90% ผสมกับเอทานอล 10% มีข้อดีคือ ราคาถูก และเป็นที่นิยมอย่างมาก ไม่มีผลกระทบต่อสมรรถนะเครื่องยนต์ และอัตราการเร่งไม่แตกต่างจากน้ำมันเบนซินออกเทน 91 มากนัก

น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ E20
เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของ น้ำมันเบนซินออกเทน 95 : 80% ผสมกับเอทานอล 20% มีราคาถูก ประสิทธิภาพการใช้งาน อัตราในการเร่งจะด้อยกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 เน้นการใช้งานในเมืองเป็นหลัก

น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ E85
เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของ น้ำมันเบนซินออกเทน 95 : 15% ผสมกับเอทานอล 85% เป็นน้ำมันที่มีราคาถูกที่สุด เพราะมีปริมาณส่วนผสมของน้ำมันเบนซินออกเทนที่ค่อนข้างน้อย มีการระเหยสูง เพราะมีส่วนผสมของแอลกอฮอลมาก