IMF คาดเศรษฐกิจไทย 2564 โต 2.7% ส่วนธนาคารโลกคาดไทยโต 4%

127
เศรษฐกิจไทย 2564

IMF มองว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะดีกว่าที่เคยคาด

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ IMF มองว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะดีกว่าที่เคยคาดไว้ ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP โลกเป็น +5.5% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคมว่าจะขยายตัว +5.2% และ IMF ได้คาดการณ์ต่อไปว่าเศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะขยายตัวต่อเนื่อง +4.2% ในปี 2565 ในขณะที่เศรษฐกิจโลกในปี 2020 น่าจะหดตัวลงน้อยกว่าที่คาดที่ -3.5% จากที่เคยคาดการณ์ไว้ครั้งก่อนในเดือนตุลาคมว่าอาจหดตัวลงถึง -4.4%
IMF ให้เหตุผลว่าการอนุมัติใช้วัคซีนไวรัสโควิดในวงกว้าง เป็นแรงหนุนสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้น IMF ได้เตือนว่าเศรษฐกิจโลกยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการมีไวรัสกลายพันธุ์ ที่ยังไม่แน่ใจถึงผลกระทบในการแพร่ระบาดรอบใหม่ ซึ่งปัจจุบันคนติดเชื้อโควิด-19 กว่า 100 ล้านคนและตายกว่า 2 ล้านคนแล้ว
แต่กลับปรับ GDP ไทยลงมาเหลือ 2.7% จากที่เคยมองไว้ +4.0%

ธนาคารโลก มอง เศรษฐกิจไทย 2564 ขยายตัวแตะ 4%

สำนักข่าวซินหัวรายงานคาดการณ์ของ ธนาคารโลก (World Bank) ว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศและการสนับสนุนของนโยบายการคลัง

ส่วนปี 2563 เศรษฐกิจไทย จะหดตัว 6.5% เนื่องจากมาตรการและการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ที่เข้มงวดได้ส่งผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งนำไปสู่การลดลงของตำแหน่งงานและรายได้ ขณะที่การลงทุนและการส่งออกภาคเอกชนต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) เช่นกัน

รายงานระบุว่า ผลการดำเนินงานของไทยอยู่ในระดับค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ทั้งในด้านขนาด ความเร็ว และการกำหนดเป้าหมายของการรับมือทางการคลัง ซึ่งมุ่งใช้เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ในด้านการจ่ายเงินเยียวยา การรับมือทางการแพทย์ และการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม

ปิดมุมมองคลัง คาด “เศรษฐกิจไทย 2564” ขยายตัวแค่ 3.6%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อต้นเดือนมกราคม 2564 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยจาก กระทรวงการคลัง

สำหรับปี 2563 กระทรวงการคลังเห็นว่า เศรษฐกิจไทย มีแนวโน้มหดตัวมากกว่ามุมมองล่าสุดของธนาคารโลก โดยกระทรวงการคลังประเมินว่าจะติดลบ 7.8% เนื่องจากเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ได้รับผลกระทบรุนแรง จากมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ที่เข้มงวดทั้งในและต่างประเทศ การท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า เป็นผลมาจากสถานการณ์โควิด-19 ในต่างประเทศที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ

ในส่วนของการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มหดตัว 8.2% โดยการส่งออกไปอาเซียนและตะวันออกกลางยังอยู่ในระดับต่ำตามแนวโน้มเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ขณะที่การส่งออกไปกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลักและจีนเริ่มทยอยฟื้นตัว

ส่วนเศรษฐกิจไทยในปี 2564 มีแนวโน้มขยายตัว 3.6% คาดว่า การส่งออกจะกลับมาขยายตัวที่ 4.5% ขณะที่การส่งออกบริการมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า เนื่องจากคาดว่าจะเปิดรับนักท่องเที่ยวได้จำกัด จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 9 ล้านคน

ด้านอุปสงค์ในประเทศการใช้จ่ายภาครัฐ ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ ในส่วนการบริโภคภาคเอกชน มีแนวโน้มทยอยฟื้นตัว แต่ยังมีปัจจัยฉุดรั้งจากหนี้ครัวเรือนสูง รวมถึงรายได้ครัวเรือนที่เปราะบาง และไม่แน่นอนสูง โดยมีสาเหตุมาจากปริมาณผู้ว่างงาน และเสมือนผู้ว่างงานที่ทำงานน้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อวันอยู่ในระดับสูง และผู้มีงานทำมีรายได้ลดลงจากค่าจ้างและค่าล่วงเวลาที่ลดลง

ขณะที่เสถียรภาพระบบการเงินไทย ยังมีความเสี่ยงสูง ตามภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวมากจากการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ฐานะทางการเงิน ของทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจเปราะบาง และมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้

อย่างไรก็ตาม มาตรการด้านการเงิน และสินเชื่อเชิงรุกของภาครัฐที่ได้ดำเนินการไป รวมถึงมาตรการเพิ่มเติมที่ตรงจุดมากขึ้น เช่น โครงการ DR BIZ การเงินร่วมใจธุรกิจไทยมั่นคง และมาตรการการปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้รายย่อยโดยการรวมหนี้ จะช่วยบรรเทาความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่า การฟื้นตัวของ เศรษฐกิจไทย จะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี ถึงจะกลับเข้าสู่ระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง นอกจากนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่แตกต่างกันมาก ระหว่างภาคเศรษฐกิจและผู้ประกอบการแต่ละกลุ่ม ภาครัฐจึงควรใช้มาตรการที่ตรงจุด ทันการ เอื้อให้เกิดการปรับตัวอย่างเหมาะสม รวมทั้งบูรณาการมาตรการให้สอดคล้องและเชื่อมโยงกันมากขึ้น

ทั้งนี้ นโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายต่อเนื่องจะช่วยสนับสนุนนโยบายการคลังผ่านต้นทุนการกู้ยืมในตลาดการเงินที่อยู่ในระดับต่ำภายใต้สภาพคล่องในตลาดการเงินที่มีอยู่สูง

หนี้สาธารณะของไทยอาจจะไปที่ 56%

แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ตัวเลขหนี้สาธารณะในปัจจุบันต้องคำนึงถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้สถานการณ์ไม่ปกติด้วย เพราะทุกประเทศต้องใช้เม็ดเงินเพิ่มเติมเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจมากกว่าปกติ ในส่วนของไทย การออก พ.ร.ก. วงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจทำให้สิ้นปีงบประมาณ 2564 นี้คาดว่าหนี้สาธารณะของไทยจะอยู่ที่ 56% ภายใต้สมมติฐานว่า GDP ไทยปีนี้จะลดลง 1% จากการระบาดระลอกใหม่ (ระดับหนี้สาธารณะสะสมของประเทศไทยในเดือนพฤจิกายน 2563 อยู่ 50.46%)

ที่ม reuters