Shale gas และ Shale oil คืออะไร

1599
Shale gas และ Shale oil

Shale gas และ Shale oil

Shale gas และ Shale oil คือ ก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมันที่เกิดจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์อยู่ใต้ชั้นหินดินดาน เป็นเวลาหลายร้อยล้านปี ซึ่งหินดินดานมีความหนาแน่นสูงและยอมให้ก๊าซฯและน้ำมันไหลผ่านได้ยาก จึงเรียก Shale gas และ Shale oil ว่า ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจากหินดินดาน ซึ่งเป็น Unconventional resources ประเภทหนึ่ง (ก๊าซ ฯและน้ำมันที่พบโดยทั่วไปจะอยู่ใต้ชั้นหินทรายและหินปูน เรียก Conventional resources) ซึ่งในอดีตนั้นถือเป็นทรัพยากรที่นำขึ้นมาใช้ได้ยาก ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และไม่คุ้มค่ากับการผลิตในเชิงพาณิชย์

ปัจจุบันค้นพบแหล่ง shale oil และ shale gas 95 แห่ง ครอบคลุม 41 ประเทศ ขนาด 3.5 แสนล้านบาร์เรล และ 7,300 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ตามลำดับ คิดเป็น 10% ของปริมาณสำรองน้ำมันดิบ และ 32% ของปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติทั่วโลก โดยประเทศที่มีปริมาณสำรอง shale oil และ shale gas จำนวนมาก ได้แก่ จีน สหรัฐ รัสเซีย เป็นต้น แต่ประเทศที่มีการขุดเจาะมากที่สุดคือสหรัฐฯ เนื่องจากมีความได้เปรียบเรื่องศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีการขุดเจาะอย่างต่อเนื่อง และลักษณะทางธรณีวิทยาที่ไม่ซับซ้อน รวมทั้งมีแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการขุดเจาะ

เชลออยล์

สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ค้นพบและพัฒนาเทคโนโลยีการขุดเจาะ Shale gas/Shale oil รายแรกๆของโลก เนื่องจาก เป็นประเทศที่มีแหล่ง Shale gas/Shale oil มากติดอันดับต้นๆของโลก โดยเทคนิคที่ใช้ในการขุดเจาะโดยการใช้น้ำ แรงดันสูงผสมสารเคมีและทรายเพื่อให้หินดินดานร้าว (Hydraulic fracturing) ร่วมกับการขุดเจาะตามแนวนอน (Horizontal drilling) ทำให้สามารถผลิต Shale gas/Shale oil ที่ต้นทุนต่ำลง แต่เทคนิคการขุดเจาะดังกล่าวก็ส่งผล กระทบกับสภาพแวดล้อมเช่นกัน โดยมีสารเคมีที่ใช้ในการขุดเจาะแพร่เข้าไปยังแหล่งน้ำใต้ดินและยังมีการรั่วไหลของก๊าซ ฯและน้ำมันสู่ภาพแวดล้อมด้วย

Shale oil ในอดีตต้นทุนอยู่ $60 ต่อบาร์เรล เมื่อราคาน้ำมันตกจาก $100 กว่าเหรียญเหลือเพียง $50 ทำให้การผลิตพลังงาน shale ในบางแหล่งเริ่มไม่คุ้มทุน ทำให้ผู้เชลล์ออยล์ต้องล้มกิจการไปหลายราย แต่ปัจจุบันต้นทุนเฉลี่ยเหลือเพียง $40 นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา Shale oil ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมเและกลายมาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง

สงครามราคาน้ำมัน

เพื่อกีดกัน Shale gas และ shale oil ที่มีต้นทุนสูงกว่าไม่ให้มาแย่งส่วนแบ่งทาง การตลาด ประกอบกับเศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัวทำให้ความต้องการใช้ก๊าซฯและน้ำมันลดลง วันที่ 8 มีนาคม น้ำมันโดนเทขายหนักหลังซาอุดิอาระเบียประกาศสงครามราคาน้ำมัน กับทางสหรัฐ และรัสเซีย ซาอุดิอาระเบียออกมาประกาศปรับลดราคาขายน้ำมันดิบของตัวเอง ลงให้ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี และจะหยุดปิดก็อกกำลังการผลิต หันกลับมาผลิตเต็มที่แบบไม่สนว่าราคาจะลงหนักเท่าไหร่

สัดส่วนการผลิตน้ำมันในปี 2019 เทียบกับการผลิตทั่วโลก

1) สหรัฐ 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน (15.6%)
2) รัสเซีย 11.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน (13.7%)
3) ซาอุดิอาระเบีย 9.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน (12.1%)

3 รายใหญ่ที่ผลิตน้ำมันมากที่สุดของโลกนั้นคุมตลาดรวมกันถึงเกือบ 40% ของโลก (หากนับปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของโลกรวมที่ 82 ล้านบาร์เรลต่อวัน) โดยทางซาอุดิอาระเบียพี่ใหญ่ของกลุ่มโอเปกจริงๆสามารถผลิตได้สูงถึง 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่เลือกที่จะควบคุมการผลิตเพื่อไม่ให้มีน้ำมันล้นโลกจนเกินไป

ถ้าสนใจเรื่องน้ำมันลองติดตามเพจ https://www.facebook.com/OilTradingkp