Home / เทคโนโลยี / อนาคตอินเตอร์เน็ตของโลกผ่านดาวเทียม

อนาคตอินเตอร์เน็ตของโลกผ่านดาวเทียม

แผนที่ของเส้นใยแก้วนำแสงใต้สมุทรที่เป็นโครงข่ายอินเทอร์เน็ต

อินเตอร์เน็ตทุกวันนี้ มีการใช้งานผ่านทาง wifi อินเตอร์เน็ตบ้าน หรือ คลื่นความถี่ทางโทรศัพท์มือถือ โดยการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในโลกนี้ผ่านทาง เครือข่ายสายใยแก้วนำแสงใต้สมุทร (Submarine Fiber Optic Cable) ดังภาพดังบน ถ้ามีปัญหาดังเช่น สายเคเบิลใต้น้ำ AAG ชำรุด ซึ่งกระทบอินเทอร์เน็ตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งภูมิภาคในปี 2557

อินเตอร์เน็ตจากอวกาศ

โลกกำลังเข้าสู่ยุคของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมบนอวกาศกันแล้ว Space Internet หรือ อินเตอร์เน็ตจากอวกาศ  จึงเป็นแนวคิดที่หลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดขึ้นกับเคเบิ้ลใต้น้ำและด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า มีแนวโน้มว่าจะได้ความเร็วและความปริมาณข้อมูลที่ส่งได้มากกว่าเดิม
ซึ่งเทคโนโลยีดาวเทียมในอดีตเป็น ดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า หรือ Geosynchronous Orbit ( 42,164 กิโลเมตร ซึ่งความเร็วการโคจรของมันจะสัมพันธ์กับความเร็วการหมุนของโลกพอดี ทำให้ดาวเทียมดวงนั้นอยู่เหนือหัวเราเสมอ) ได้พัฒนาเป็นเครือข่ายดาวเทียมสื่อสารย่านวงโคจรต่ำ (600-2,000 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก) ทำให้การเชื่อมต่อสัญญาณกับภาคพื้นโลกเร็วขึ้นไม่เกิดการหน่วงเวลามากเท่าเดิม บริษัทแรกที่ใช้เทคนิคนี้ในการสร้าง Constellation บน Low Earth Orbit ได้สำเร็จก็คือ Iridium โดยใช้เวลาในการปล่อยดาวเทียม 98 ดวงตั้งแต่ปี 1997 – 2002 และ Iridium เปิดตัวโครงการต่อมา Iridium Next  ในปี 2009

ในปัจจุบันมีหลายบริษัทได้วางแผนที่จะปล่อย ดาวเทียมแบบ Constellation ดังนี้

Project Kuiper

การประกาศของเจฟฟ์ เบซอส เจ้าของ Amazon.com บุรุษที่รวยที่สุดในโลกเกี่ยวกับ
Project Kuiper อันเป็นแผนการที่จะนำดาวเทียมจำนวน 3,236 ดวงขึ้นสู่วงโคจร เพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงและถูกส่งไปทั่วโลก ผ่านดาวเทียม
Project Kuiper ซึ่ง Kuiper System บริษัทลูกของ Amazon ยื่นขออนุญาต FCC (กสทช. สหรัฐฯ) ยิงดาวเทียมจำนวน 3,236 ดวง เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตทั่วโลก

OneWeb

บริษัทวันเว็บ (OneWeb) มีแผนจะสร้างดาวเทียม 2 ดวง ในช่วงฤดูร้อนนี้ในรัฐฟลอริดา สำหรับโครงข่ายดาวเทียมกว่า 900 ดวงแรก (micro-satellites) ที่คาดว่าได้เริ่มปล่อยดาวเทียมสำหรับโครงข่าย Internet และใช้บริการได้ในปี 2019
OneWeb องค์กรที่เป็นความร่วมมือของบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่เวลานี้มีการจับมือกันทั้งหมด 8 บริษัทด้วยกันคือ Bharti Enterprises, Virgin Group, Intelsat, Hughes Network Systems, Qualcomm, Totalplay, Coca-Cola Founders และ Airbus Group

Starlink constellation

สเปซเอ็กซ์ ของมหาเศรษฐีอีลอน มัสก์ ที่เพิ่งได้รับอนุญาตให้ส่งดาวเทียม 1,600 – 12,000 ดวงขึ้นไปอยู่ในวงโคจรที่ระดับความสูงต่างๆ ในชื่อโครงข่ายอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียมสตาร์ลิงค์ (Starlink constellation)
โดยโครงการ Starlink อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของบริษัท SpaceX ได้ทดสอบใช้งานจริงและพร้อมให้บริการในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาในกลางปี 2563 เป็นการยิงดาวเทียมเพื่อไปให้ใช้บริการ Wifi ฟรีให้กับคนบนโลก
Starlink เป็นดาวเทียมรับส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง มีจุดเด่นคือราคาถูกและสามารถเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ได้ทั่วโลก โดยสามารถส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด Falcon 9 ได้สูงสุดครั้งละ 60 ดวง รวมถึงสามารถนำจรวด Falcon 9 กลับมาใช้งานใหม่ได้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้มหาศาล

หากโครงการดาวเทียมวงโคจรต่ำของ Amazon.com, OneWeb หรือ สเปซเอ็กซ์
ประสบความสำเร็จก็สามารถเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไปตลอดกาล การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตจะครอบคลุมทั่วทั้งโลก อนาคตของโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน

About admin

ทำงานทางด้านไอที ศึกษาค้นคว้าและสนใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจ

Check Also

9 ข้อได้เปรียบในการใช้ 3D printing

เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ คือ ขบวนการผลิตที่เรียกว่าการพิมพ์ 3 มิติเป็นกระบวนการผลิตวัตถุสามมิติจากไฟล์คอมพิวเตอร์ซึ่งชิ้นส่วนนั้นถูกสร้างขึ้นโดยการเพิ่มวัสดุทีละชั้นในรูปแบบชุดข้อมูล2มิติโดยการเรียงซ้อนเป็นชั้นๆ (sequential layers) ซึ่งทำให้สามารถขึ้นรูปได้เกือบทุกรูปทรง แม้กระทั่งใช้ 3D printing สร้างบ้านขึ้นมาก็ยังได้ การผลิตรถโดยใช้การพิมพ์ …