หนี้สินสหรัฐฯ ทะลุ $31 ล้านล้าน เพิ่มขึ้น $3.3 ล้านล้านตั้งแต่ไบเดนรับตำแหน่ง

869
US DEBT
ที่มา https://www.usdebtclock.org/

หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 31 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก หลักหมายสำคัญซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เงินเฟ้อแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อัตราดอกเบี้ยระดับสูงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ พบในนั้นมากกว่า 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมาหลังจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน เข้ารับตำแหน่ง

ข้อมูลของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 4 ต.ค. พบว่า หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับใกล้ๆ 31.1 ล้านล้านดอลลาร์

รายงานข่าวของซีเอ็นเอ็นระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เร่งกู้เงินในช่วงการแพร่ระบาดของโรคระบาดใหญ่โควิด-19 เพื่อพยุงเศรษฐกิจประเทศ ในขณะที่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต ตลาดแรงงานและห่วงโซ่อุปทาน หนี้ค้างชำระของสหรัฐฯ พุ่งเกือบ 8 ล้านล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่ต้นปี 2020 และพุ่งขึ้น 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาเพียง 8 เดือน

การกู้ยืมเงินดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บริหารประเทศ และในระยะแรกๆ ของรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ปัจจุบันต้นทุนการกู้ยืมเงินเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมมาก เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลายระลอกเพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับ 3% – 3.25% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 นอกจากนี้ Fed ยังส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อไปจนถึงอัตราเป้าหมายปลายทาง (Terminal Rate) ที่ 4.6% ในปี 2023

ขณะที่กราฟ Dot Plot ประมาณการการปรับอัตราดอกเบี้ยของ Fed ที่สำรวจความเห็นจากคณะกรรมการไม่ได้บ่งชี้ถึงการลดดอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะถึงปี 2024 นอกจากนี้ทาง Fed ได้เน้นยำในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ว่า ไม่น่าเป็นไปได้ที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นในปีหน้า สำหรับการอัปเดตข้อมูลเศรษฐกิจรายไตรมาสนั้น Fed คาดการณ์ว่า อัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.4% ในปี 2023 จาก 3.7% ในปัจจุบัน ซึ่งระดับการเพิ่มขึ้นขนาดนั้นมักมากับภาวะถดถอย

สงครามยูเครน

นอกจากนี้ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโจ ไบเดนแห่งสหรัฐได้อนุมัติเงินช่วยเหลือด้านความมั่นคงแก่ยูเครนมากกว่า 7.5 พันล้านดอลลาร์นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มเปิดฉากบุกยูเครนในปลายเดือนก.พ. และอีกทั้งสหรัฐได้ให้เงินช่วยเหลือแก่ยูเครนหลายพันล้านดอลลาร์แล้วนับตั้งแต่ปธน.ไบเดนเข้ารับตำแหน่ง ก่อนหน้าสงครามจะเกิดขึ้นอีกด้วย

คณะกรรมการฝ่ายบริหารงบประมาณแผ่นดินสหรัฐฯ (CRFB) ประมาณการเมื่อเดือนที่แล้วว่า นโยบายต่างของประธานาธิบดีโจ ไบเดน อาจทำให้ขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นอีก 4.8 ล้านล้านดอลลาร์ ในระหว่างปี 2021-2031

“การกู้ยืมเงินมากจนเกินไปจะทำให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อแบบต่อเนื่อง จะผลักให้หนี้สาธารณะพุ่งแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่อย่างเร็วที่สุดในปี 2030 และทำให้รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มเป็น 3 เท่าตัวในช่วง 10 ปีข้างหน้า หรืออาจเร็วกว่านั้น หากอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นเร็วขึ้น หรือมากว่าที่เคยคาดการณ์เอาไว้” CRFB ระบุ

ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผานมา โดยหนี้ค้างชำระอยู่ที่ 10.6 ล้านล้านดอลลาร์ ตอนที่อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา เข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคม 2009 และอยู่ที่ 19.9 ล้านล้านดอลลาร์ ตอนที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคม 2017 และอยู่ที่ 27.8 ล้านล้านดอลลาร์ ตอนที่ ไบเดน เข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคม 2021 ข้อมูลของกระทรวงการคลังระบุ

อเล็กซ์ เพลล์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวสหรัฐฯ จากบริษัทมิซูโฮะ ซีเคียวริตี ให้ความเห็นว่าการพุ่งผ่านอีกหนึ่งหลักหมายของหนี้สาธารณะ อาจบ่งชี้ถึง “ปํญหาใหญ่หลวงมาก” ในอนาคต อย่างไรก็ตามในระยะใกล้ชี้ เงินเฟ้อในระดับสูงคือความกังวลสูงสุด

“รูปแบบปัญหาหนี้ใดๆ มีความเป็นไปได้อย่างแท้จริงที่มันจะเป็นประเด็นปัญหา ผมไม่ได้บอกว่ามันจะเป็นปัญหาอย่างแน่นอน แต่มีความเป็นไปได้ว่ามันจะเป็นปัญหาในช่วง 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า” เขากล่าว “อย่างไรก็ตามหนึ่งในประโยชน์ของการเป็นสกุลเงินสำรองของโลก คือทุกคนต่างอยากซื้อหนี้ของคุณในราคาถูก”

ที่มา : ซีเอ็นเอ็น, usdebtclock.org